|
|
รวมเรื่องสุด Fail กับนโยบายปากท้อง แห่งปี 2025 ทั้งเงินดิจิทัล 10,000 บาท, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และค่าแรง 600 บาททั่วไทย
นโยบายปากท้องโดยเฉพาะเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และค่าแรง 600 บาททั่วประเทศ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่พยายามผลักดันเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร แม้จะเริ่มคิกออฟไปแล้วบ้างส่วนก็ตาม แต่สุดท้ายก็ทำไม่สุดเสียทีเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองนั่นเอง
ปิดเกมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นนโยบายเรือธงที่จะแจกเงิน 10,000 บาท ใส่กระเป๋าดิจิทัลวอลเล็ต ให้กับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป วางเป้าให้ครอบคลุม 50 ล้านคน เพื่อหวังให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระชาก GDP ไทยให้ขยายตัวอย่างน้อย 5% โดยรัฐบาลเพื่อไทยตั้งงบไว้หลายแสนล้านบาทเลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นของโครงการฯ นี้ภายใต้นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จะเต็มไปด้วยความตะกุกตะกัก มีการปรับเปลี่ยนลักษณะรูปแบบจากเดิมไปอย่างมาก ทั้งคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท รวมถึงการเตรียมความพร้อมออกพระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการฯ แต่ก็ถูกพับลง เพราะเสี่ยงขัดต่อวินัยการเงินการคลัง ทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงเงินมาเป็น งบประมาณ โดยรัฐบาลได้จัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 1.22 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินประเดิมก้อนแรก และในปี 2568 ได้กัยเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการฯ ไว้ในงบกลาง ด้วยการเพิ่มรายการใหม่ขึ้นมาเป็น รายการ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงินรวม 1.57 แสนล้านบาท
แต่โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ยังไม่ทันได้เกิดขึ้น เพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้โครงการฯ ต้องถูกพับลง กระทั่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เข้ามารับไม้ต่อ และปรับรูปแบบการแจกเงินดิจิทัลและเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเดิมกลุ่มเปราะบาง คือ กลุ่มเปราะบาง (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-พิการ) และกลุ่มผู้สูงอายุ
กลุ่มเปราะบาง (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-พิการ)
- วงเงินไม่เกิน 145,552 ล้านบาท ครอบคลุม 14.55 ล้านคน
- โอนเงินสด 10,000 บาท เข้าบัญชีพร้อมเพย์ วันที่ 25 ก.ย. 67 เป็นต้นไป
- บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 12.40 ล้านคน
- คนพิการ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 2.15 ล้านคน
กลุ่มผู้สูงอายุ
- ผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐ
- สัญชาติไทย อายุ 60 ปีขึ้นไป
- จำนวน 4 ล้านคน
- โอนเงินสด 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ ในเดือน ม.ค. 68
ส่วนกลุ่มเด็ก และคนทั่วไป ถูกพับแผนลง เพราะไทยกำลังเจอวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ทำให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคนั้นต้องออกมาแจงกันให้วุ่นว่ารัฐบาลขอให้รอจนกว่าสถานการณ์จะเหมาะสม จึงจะนำโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ฝันเก้อ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย“
รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นจุดขายของรัฐบาลเพื่อไทยที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่ยืนยันว่าเดินหน้าให้ได้ภายในปี 2568 เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่เรื่องนี้ก็ยังสร้างความกังวลให้กับสำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ ไม่น้อยว่าจะกระทบต่อวินัยการเงินการคลังหรือไม่ จนกระทรวงการคลังเสนอ ครม. ขอชะลอโครงการฯ ไว้ก่อน เพราะยังไม่มีกรอบกฎหมาย งบประมาณรองรับ อีกทั้งยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลในยุคนั้นจะต้องกลับไปแก้ทั้งกฎหมาย สัญญาสัมปทาน รวมถึงแหล่งเงินอุดหนุน ที่มีเงื่อนไขผูกพันธ์กันรอบด้าน
แม้จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปฯ ทางรัฐไปเมื่อเดือน ส.ค. 68 ที่ผ่านมา จนคนแห่เข้าไปลงทะเบียนในแอปฯ ทางรัฐจนล่ม สุดท้ายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องออกมาขอโทษประชนชนที่ไม่สามารถดันโครงการรถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ให้ทันใช้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 68 เพราะกฏหมายเสร็จไม่ทัน ขณะที่กฤษฎีกาปิดประตู ใช้งบกลางมาอุดหนุนก่อน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
ค่าแรง 600 บาททั่วไทย ฝันไกลแต่ดันไปไม่ถึง
ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้ใช้แรงงานไม่น้อย เพราะว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจมากพอที่จะไปกดดันคณะกรรมการไตรภาคีที่มีบทบาทสำคัญในการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจับมือกับกรรมการจากตัวแทนนายจ้างเพื่อกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ
แต่ด้วยช่วงหลังที่รัฐบาลเดินเกมประชานิยม ส่งผลให้นายจ้าง-ลูกจ้าง จับมือกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อคานอำนาจตัวแทนฝ่ายรัฐบาล อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ยากต่อการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (2570) จึงเป็นไปได้ยาก ส่วนค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเป็น 400 บาทนั้น จะเป็นบางจังหวัด และบางกิจการเท่านั้น
เรียกว่า นโยบาย 3 เรื่องนี้ แม้จะทำไปได้บางส่วนแต่ก็ติดปัญหาหลายปัจจัยทั้งด้านสภาพเศรษฐกิจทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ รวมถึงแหล่งเงินที่จะมาดำเนินโครงการฯ ที่สำคัญรัฐบาลเพื่อไทยยังเผชิญกับอุบัติเหตุทางการเมืองด้วย จนทำให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ และชุดใหญ่ไฟกระพริบ และทำให้นโยบายเหล่านี้กลายเป็นฝันค้างอีกด้วย |
|